วัตถุมงคล พามาดูเบี้ยแก้ ที่สายมูไม่รู้ไม่ได้

วัตถุมงคล พามาดูเบี้ยแก้ ที่สายมูไม่รู้ไม่ได้

วัตถุมงคล มีหลากหลายแบบไม่ว่าจะเป็น กุมารทอง รักยม เทพเจ้าไฉ่ซิ่งเอี๊ยะ กังหันแชกงหมิว รวมไปถึงเบี้ยแก้ หลายคนอาจจะสงสัยว่าเบี้ยแก้คืออะไร และมีอะไรอยู่ในเบี้ยแก้  บทความนี้จะมาเฉลยข้อสงสัยกันค่ะ วัตถุมงคลเบี้ยแก้  คืออะไร?

วัตถุมงคล
วัตถุมงคล

วัตถุมงคล เบี้ยแก้ เป็นเครื่องรางชนิดหนึ่ง คนสมัยโบราณนั้นมีความเชื่อว่า

เบี้ยแก้เป็นของศักดิ์สิทธิ์ มักใช้ป้องกัน สิ่งไม่ดีทั้งหลาย หน้าตาของเบี้ยแก้ คือ การนำเปลือกหอยมาใส่ธาตุกายสิทธิ์ คือปรอท เพื่อให้ธาตุกายสิทธิ์ป้องกันอันตรายจากสิ่งไม่ดีทั้งหลาย

ส่วนองค์ประกอบของเบี้ยแก้มี 3 อย่าง คือ เบี้ย ปรอท ชันโรง (อ่านว่าชัน-นะ-โรง) ค่ะ และ เบี้ยที่เอามาทำเบี้ยแก้ควรเป็นเบี้ยจั่น  “เบี้ยจั่น” หรือที่เรารู้จักกันว่าเป็นหอยทะเลฝาเดียวที่มีฟันเล็กๆ เรียงยาว ห้อยเบี้ยที่เอามาทำเบี้ยแก้ต้องเป็นหอยที่มีฟัน 32 ซีก เพื่อให้เท้ากับอาการ 32 ของคนเรา เบี้ยที่เอามาใช้ต้องไม่ใหญ่ไม่เล็กจนเกินไป

‘ปรอท’ เป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดของเบี้ยแก้ ปรอทเป็นธาตุกายกายสิทธิ์เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ไม่ได้เกิดจากการหลอมตะกั่วหรือไปซื้อหาเอาได้ การนำเอาปรอทมาใช้ต้องรู้จัก การดักปรอท ที่อยู่ตามธรรมชาติ ปรอทเป็นธาตุที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา ถ้าดักปรอทไม่ได้ก็ทำเบี้ยแก้ไม่ได้ และปรอทยังเป็นธาตุศักดิ์สิทธิ์ ดักล่อ ฆ่าพิษ ขึ้นรูป เสกเข้าตัว

นอกจากนี้ยังมีวิธีการดักล่อ คือ การใช้อาคมดักปรอท หรือ หาปรอท ดักได้มาแล้วสิ่งที่ทำต่อมาคือ ฆ่าพิษ ที่ต้องฆ่าพิษเพราะปรอทจะดูดซับพิษเก็บไว้ก่อนนำไปใช้ต้องฆ่าพิษให้หมด ให้เป็นปรอทบริสุทธิ์ เมื่อฆ่าพิษแล้วจึงเอามาขึ้นรูปคือหุงปรอทก่อนจะนำไปใส่ในเบี้ยทำเบี้ยแก้ หรือเอาไปเสกปรอทเข้าตัว การเสกปรอทเข้าตัว มีหลักการมีอยู่ว่า ปรอทที่ฆ่าพิษแล้ว ถ้าเสกให้ปรอทเข้าไปอยู่ในตัวคน เชื่อว่าจะช่วยรักษาโรคร้ายได้ ซึ่งครูทางไสยเวทย์กล่าวตรงกันว่า เบี้ยเป็นสิ่งเดียวที่เอาปรอทมาใส่ไว้แล้วปรอทไม่ไหลหายไปไหน เป็นต้น

นอกเหนือจากมีเบี้ย กับปรอทแล้ว สิ่งต่อไปคือ “ชันโรง” ชันโรงมาจากตัวชันโรง แมลงชนิดหนึ่ง คล้ายผึ้งแต่ตัวเล็กกว่า ชอบกินน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ มักจะอยู่รวมตัวกันเป็นกลุ่มๆตามที่สงบต่างๆ เช่น ริมหน้าต่างโบสถ์ วิหาร ศาลา หรือในที่ๆไม่มีใครไปรบกวน และจะมีกลิ่นหอม ตามตำราโบราณอาจารย์มักจะนิยมเอาชันโรงอุดเบี้ยแก้เพื่อป้องกันไม่ให้ปรอทที่ใส่ไว้ในเบี้ยหลุดออกมา

หลังจากนั้นพอของครบผู้ทำเบี้ยแก้จะนำเอาปรอทมาแล้วเสกให้ปรอทเข้าไปในเบี้ย เสกเสร็จก็ปิดด้วยชันโรง แล้วเสกให้ปรอทคงศักดิ์สิทธิ์ ตอนปิดเบี้ยมีวิธีทำแตกต่างกันออกไป บางสำนักใช้แผ่นตะกั่วหรือแผ่นทองแดงปิด บางสำนักใส่ตะกรุดแล้วเปิดทับลงไปพร้อมชันโรง

เบี้ยแก้ ที่โด่งดังมีหลายสำนัก ไม่ว่าจะเป็น

  • สายอ่างทองหลวงปู่คำวัด โพธิ์ปล้ำ หลวงพ่อนุ่ม
  • วัดนางใน หลวงพ่อภักตร์ วัดโบสถ์ ,
  • หลวงปู่รอด วัดนายโรง ,
  • สายนครไชยศรี หลวงปู่บุญ
  • หลวงปู่เพิ่ม หลวงปู่เจือ

และรูปแบบการสร้างเบี้ยแก้จะต่างกันไป ผู้สร้างเบี้ยแก้ต้องมีพลังจิตสูงมาก คือต้องสามารถใช้กำลังจิต บังคับปรอทให้วิ่งเข้ามาหาเบี้ยได้ด้วยตัวเอง เช่น เบี้ยแก้สายอ่างทองจะมีการเอาหญ้าคามาวางทอดไว้ระหว่างปรอทกับเบี้ย แล้วจึงใช้พลังจิตประสิทธิ์ลงไปจนปรอทนั้นวิ่งผ่านหญ้าคาไหลเข้าเบี้ยไปด้วยตัวเองเป็นต้น เพราะฉะนั้นเบี้ยแก้จึงเป็นเครื่องรางของขลังที่ทำได้ยากและเมื่อทำได้ดีตามตำราโบราณมีความศักดิ์สิทธิ์มากเลยทีเดียว

วิธีการใช้เบี้ยแก้เมื่อรับมาแล้ว มักใช้วิธีถักเชือกคลุมเบี้ยเพื่อรักษาไม่ให้แตก แต่ในปัจจุบันรับเบี้ยมาแล้วเอามาเลี่ยมพลาสติกขึ้นอยู่กับความสะดวก ผู้ใช้เบี้ยแก้ต้องเอาเบี้ยติดตัว การนำเบี้ยติดตัวอาจใช้วิธี คาดเองกับตะกรุด บางคนห้องคอ บางคนใช้ที่เหน็บเหน็บเอว เมื่อ ไปยังที่อาถรรพ์หรือเผชิญอันตราย เบี้ยแก้จะสั่นหรือเคลื่อนไหว เตือนว่ากำลังจะได้รับอันตราย ตามคติความเชื่อเบี้ยแก้ใช้กันคุณไสย มนต์ดำ อาถรรพ์ อันตราย กันงูเงี้ยวเขี้ยวขอน สัตว์มีพิษ และผู้ใช้เบี้ยแก้เล่นเดียวกับผู้มีวิชา คือ ไม่ด่าพ่อแม่ใคร ทำบุญทานความดีรักษาศีล ของศักดิ์สิทธิ์จะได้อยู่กับเราตลอดไป

ความเชื่อ วัตถุมงคล เบี้ยแก้ ?

วัตถุมงคล

เชื่อกันว่า “เบี้ยแก้” ใช้แก้กันคุณไสย มนต์ดำ ใช้ในการป้องกันตัว และแก้ทางอาคมศาสตราวุธ มีฤทธิ์ปกป้องผู้บูชา ใช้ทำลายล้างเวทมนตร์อาถรรพณ์ภูตผีปีศาจ และป้องกันภัยจากอำนาจเร้นลับเหนือธรรมชาติได้ อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็ฯ ผีร้าย ผีเกเร เสนียดจัญไร ยาสั่ง ยาเบื่อ ยาเมา พิษสัตว์ร้ายทั้งหลาย นอกจากนี้ยังทำให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง แก้รวมถึงกัน ทุกอย่าง

นอกจากนี้ตามคติความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ที่เจริญในยุคพระเวทและยุคมหากาพย์นั้น ได้ให้ความสำคัญกับ ‘หอยทะเล’ โดยกล่าวถึง  สังข์อสูร ที่ลักลอบกลืนคัมภีร์พระเวทของพระพรหมลงไป ร้อนถึงพระนารายณ์ต้องตามมาล้วงคัมภีร์จากท้องหอยสังข์ จึงบังเกิดเป็นร่องพระดัชนีจากพระหัตถ์ขององค์นารายณ์บริเวณร่องกลางของเปลือกหอยส่วนท้อง

พราหมณ์อินเดียจึงให้ความเคารพและนำหอยสังข์ที่มีต้นกำเนิดอยู่ในมหาสมุทรอินเดียมาประกอบพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ ด้วยนับถือว่าเคยเป็นที่สถิตแห่งคัมภีร์พระเวท และมีรอยพระหัตถ์พระนารายณ์ปรากฏอยู่นั่นเองค่ะ

 “หอยทะเล” ที่เรียกว่า “เบี้ย” นี้ ยังได้รับความเคารพจากพวกพราหมณ์ในฐานะสัญลักษณ์แห่ง “ศักติ”

อันเป็นลัทธิที่บูชาเทวสตรี เช่น พระลักษมี พระอุมา พระสุรัสวดี หรือที่เรียกกันว่า “ภควจั่น” ซึ่งมาจาก ภควดี หมายถึง อิตถีเพศที่ควรเคารพบูชา และลักษณะของหอยเบี้ยนั้นจะเป็นหอยทะเลกาบเดี่ยว เปลือกแข็ง หลังอูมนูน ส่วนท้องแบนเป็นช่อง ปรากฏรอยขยักคล้ายฟันเล็กๆ บ้าง รู้จักกันในชื่อหอยจั่น หรือหอยจักจั่น และหอยพลู มีหลายขนาดตั้ง แต่ใหญ่กว่าหัวแม่มือและขนาดเล็กกว่าปลายนิ้วก้อย              

นอกจากนี้ในสมัยก่อนเมื่อ “เบี้ย” ถูกนำมาใช้เป็นเงินตรา เบี้ยจึงมีความสำคัญและผูกพันกับคติความเชื่อว่าเป็นสิ่งที่สามารถใช้แก้บนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทวาอารักษ์ตลอดจนผีสางนางไม้ได้ ตัวอย่างเช่น ในงานวรรณคดีเรื่อง ‘ขุนช้างขุนแผน’ ได้กล่าวถึงตอนนางเทพทองจะคลอดขุนช้างว่า “บ้างก็เสกมงคลปลายข้าวสาร เอาเบี้ยบนลนลานเหน็บฝาเกลื่อน” และนิยมนำ ‘เบี้ยจั่น’ มาทำเครื่องห้อยในแบบเครื่องรางโดยประดับอัญมณีอีกด้วยค่ะ              

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ กับเบี้ยแก้และสรรพคุณ วัตถุมงคล เบี้ยแก้ นี้นอกจากจะช่วยเสริมความเป็นสิริมงคลให้กับตนเองแล้วนั้น ยังช่วยกันและแก้สิ่งไม่ดี คุณไสย ไสยเวทย์ หรือของไม่ดีที่จะนำมาทำร้ายเราอีกด้วยค่ะ นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านอีกด้วยนะคะ

Ufabet เว็บหลัก